บริษัทมุ่งมั่นบริหารจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
และการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในระยะยาว เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว บริษัทได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ดังนี้
• เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ส่งเสริมการเลือกใช้อุปกรณ์ เครื่องจักร และเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงและประหยัดพลังงาน รวมถึงปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ใช้พลังงานอย่างเหมาะสม
• ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดการใช้กระดาษ และสนับสนุนแนวทางสำนักงานไร้กระดาษ (Paperless Office)
• บริหารจัดการการเดินทางอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสนับสนุนการประชุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีการสื่อสารทางไกล เพื่อลดการเดินทางที่ไม่จำเป็นและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
• ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน ให้เหมาะสมกับลักษณะการดำเนินธุรกิจ พร้อมศึกษานวัตกรรมด้านพลังงานที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
• สร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วมของพนักงาน ผ่านการสื่อสาร การอบรม และการรณรงค์ด้านการอนุรักษ์พลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
บริษัทดำเนินการติดตาม ตรวจวัด และประเมินผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง โดยจัดทำข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) เป็นประจำทุกปี เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการวิเคราะห์ผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจ วางแผนมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ติดตามประสิทธิผลของการดำเนินงาน และกำหนดเป้าหมายการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง อันนำไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กรในระยะยาว
ในอนาคต บริษัทมีแผนพัฒนาระบบบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับมาตรฐานและแนวปฏิบัติสากล โดยมุ่งเน้นการขยายขอบเขตการจัดเก็บและบริหารจัดการข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ครอบคลุม Scope 3 มากยิ่งขึ้น พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามหลัก
วิทยาศาสตร์ (Science-based Targets: SBTs) รวมถึงยกระดับการเปิดเผยข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการสร้างคุณค่าทางธุรกิจควบคู่กับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจ โดยมุ่งมั่นที่จะติดตาม ประเมิน และวิเคราะห์ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ
เพื่อให้สามารถระบุแหล่งกำเนิดของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและกำหนดแนวทางในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ บริษัทพิจารณาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามขอบเขตการปล่อย ได้แก่ ขอบเขตที่ 1 (Scope 1) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงจากกิจกรรม
ขององค์กร ขอบเขตที่ 2 (Scope 2) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้า และขอบเขตที่ 3 (Scope 3) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อให้การบริหารจัดการมีความครอบคลุมและสะท้อนผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจในภาพรวม
โดยภาพรวม ข้อมูลในช่วงปี 2566–2568 แสดงให้เห็นว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2568 ซึ่งมีปริมาณการปล่อยรวมสูงสุด ทั้งนี้
การเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอาจมีความสัมพันธ์กับการขยายตัวของธุรกิจ ปริมาณกิจกรรมการดำเนินงาน หรือการเปลี่ยนแปลงของขอบเขตและวิธีการเก็บข้อมูล ซึ่งบริษัทควรพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ประกอบการวิเคราะห์ เพื่อให้สามารถประเมินผลการดำเนินงานได้อย่างถูกต้องและสะท้อนสถานการณ์ที่แท้จริง
บริษัทจึงมุ่งเน้นการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ โดยให้ความสำคัญกับการ วัดผล การติดตามแนวโน้ม การระบุแหล่งปล่อยหลัก และการกำหนดมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่ไปกับ
การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากร การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กร ลดผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจ และสร้างความพร้อมใน
การมุ่งสู่การดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว