บริษัทได้กำหนดโครงสร้างการบริหารความเสี่ยงเพื่อกำกับดูแลให้แน่ใจว่าการบริหารความเสี่ยงนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล และดูแลความเสี่ยงนั้นให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ โดยการแต่งตั้งทีมคณะทำงานบริหารความเสี่ยงเพื่อทำหน้าที่กำกับดูแล ติดตามผลให้คำแนะนำ
และปรึกษาต่อหน่วยงานของผู้ปฏิบัติงานภายในของบริษัท และยังทำหน้าที่รายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง ซึ่งมีกรรมการอิสระเป็นประธาน นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานอิสระจากผู้ตรวจสอบภายใน (Internal Audit) ทำหน้าที่การประเมิน
ความเหมาะสมของการควบคุมภายในและการจัดการความเสี่ยงทั้งหมดขององค์กร ว่าเป็นไปตามที่กําหนดไวแล้วอย่างเพียงพอและเหมาะสม ซึ่งแบ่งโครงสร้างออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้
1. หน่วยงานผู้ปฏิบัติงาน (First Line of Defense) ประกอบด้วย หัวหน้าฝ่าย 8 ฝ่าย ทําหน้าที่กํากับดูแลควบคุมความเสี่ยงและติดตามผลเบื้องต้นที่เกิดขึ้นภายในขอบเขตของงานของตนเอง
ประกอบด้วยฝ่ายงานต่างๆของบริษัท เช่น ฝ่ายขายและการตลาด ฝ่ายผลิตและบริการ ฝ่ายซัพพลายเซน ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ฝ่ายบัญชีและการเงิน ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทค สำนักเลขานุการบริษัท
2. คณะทำงานและคณะบริหาร (Second Line of Defense) ประกอบด้วยผู้บริหารระดับ C-Level มีหน้าที่กําหนดนโยบาย กฎเกณฑ์และ มาตรฐานรวมถึงการกำกับดูแลและให้คำปรึกษา
การทํางานของหน่วยงานต่างๆ ถ่ายทอดความรู้ และ สื่อสารเกี่ยวกับนโยบาย กฎเกณฑ์และมาตรฐานตามที่กําหนด รวมถึงการพัฒนานโยบายและขั้นตอนเพื่อช่วยให้แน่ใจว่าการปฏิบัติงานปฏิบัติตามนโยบายและมาตรฐานที่กำหนด
3. หน่วยงานอิสระ (Internal Audit) (Third Line of Defense) ทำหน้าที่ประเมินและรายงานเกี่ยวกับความเหมาะสมของการควบคุมภายในและการจัดการความเสี่ยงทั้งหมดขององค์กร
ว่าเป็นไปตามที่กําหนดไว้อย่างเพียงพอ
คณะทำงานบริหารความเสี่ยง ประกอบด้วยประธานคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง และคณะทำงานจากแผนกต่าง ๆ รวมถึงผู้ที่เป็นเจ้าของความเสี่ยง (Risk Owners) ร่วมกันประเมินความเสี่ยงและจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง โดยพิจารณาจากองค์ประกอบ 2 ประการ ได้แก่ โอกาสที่จะเกิดความเสี่ยง (Likelihood) และผลกระทบที่เกิดขึ้น (Impact) ดังแผนภูมิต่อไปนี้
โดยพิจารณาว่ามีความเสี่ยงอยู่ในระดับใด ด้วยการเปรียบเทียบกับหลักเกณฑ์ที่ก่าหนดไว้เป็นกระบวนการระบุความสี่ยง การวิเคราะห์ความเสี่ยง และจัดล่าดับความส่าคัญ ของความเสี่ยง โดยการประเมินความเป็นไปได้ของโอกาสที่จะเกิด (Likelihood) และระดับผลกระทบ (Impact) ซึ่งมีผลต่อการด่าเนินธุรกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อจัดล่าดับความส่าคัญ และต้องมีการก่าหนดดัชนีขี้วัดความเสี่ยง (Key Risk Indicator / KRI) เป็นเหมือนสัญญานเตือนภัยของความเสี่ยง เพื่อแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องด่าเนินการรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการประเมินความเป็นไปได้ของโอกาสที่จะเกิด (Likelihood Score) และระดับผลกระทบ(Impact Score) ของปัจจัยเสี่ยงทั้ง 5 ด้าน